Fiction

Chapter : 1

Laurel [พระเจ้า หรือ คนบาป?]
Author : Rinzei
Pairing : YunJae Yoosu MinPi
Rating : R


+++++++

พี่ชาย....พี่ชายคะ....

พี่อยู่นี่ยูนะ...มองพี่สิ...ยูนะ...

พี่ชาย....ยูนะ...รัก...พี่....


กึก!!

แรงกระชากพร้อมกับรถม้าที่หยุดนิ่งฉุดรั้งความคิดจากห้วงแห่งอดีต ความทรงจำของการสูญเสีย สิ่งที่รักและหวงแหนเท่าชีวิต แต่แล้วสิ่งนั้น...กลับถูกพระเจ้าพรากไป ถึงแม้จะพยายาม...ปกป้องอย่างสุดความสามารถ แต่ท้ายสุดแล้ว...ก็ไม่มีมนุษย์คนไหนฝืนโชคชะตาได้ หนึ่งชีวิต...ที่ไม่หลับใหลไปตลอดกาล
...จองยูนะ...

ถึงแล้วล่ะครับ...มาสเตอร์

ร่างสูงใหญ่พยักหน้าน้อยๆ หมวกทรงสูงถูกส่งให้ผู้รับใช้ที่ยืนรออยู่หน้าประตู ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำเต็มยศจะก้าวลงมาจากรถม้า เสื้อคลุมยาวและถุงมือหนังสีราตรีถูกปลดออก แล้วส่งให้สาวใช้ที่มายืนต้อนรับอยู่หน้าประตู แต่เพียงแค่ก้าวผ่านทางเดินโล่งกว้างของห้องโถง เสียงดนตรีที่ดังก้องอยู่ไม่ไกล ก็เรียกให้ร่างนั้นต้องเดินกลับไปหาที่มาของเสียงดนตรีนั่นเสียก่อน

ท่วงทำนองที่ถูกขับกล่อมด้วยเปียโนดังขึ้นอย่างไม่ติดขัด บทเพลงอันไพเราะคงจะช่วยจรรโลงจิตใจได้อย่างดีแท้ หากแต่ ณ ตอนนี้ คงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมมากนักที่จะเพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีที่ถูกบรรเลงขึ้น

แต่แล้วท่วงทำนองอันไพเราะก็หยุดไปเสียดื้อๆ เมื่อร่างที่นั่งอยู่หลังเปียโนสีขาวเหลือบเห็นผู้มาเยือนที่ก้าวเข้ามาอย่างเงียบๆ

มาสเตอร์...กลับมาแล้วเหรอครับ เด็กชายหน้าหวานในชุดผ้าฝ้ายสีขาวบริสุทธิ์เอ่ยถามขึ้น พร้อมกับลุกขึ้นแล้วโค้งตัวให้อย่างนอบน้อม แต่นั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ

ร่างสูงเดินมาหยุดตรงหน้าเด็กหนุ่ม มือเย็นเยือกเชยคางมนพลางจ้องมองในตาสีอัมพันที่เหลือบมองอย่างไร้เดียงสา
ดึกป่านนี้แล้ว...ทำไมยังไม่ขึ้นไปนอนอีก เสียงทุ้มว่าเชิงตำหนิ นิ้วเรียวเลื่อนไล้พวงแก้มใส ที่เริ่มเย็นเฉียบเมื่อสัมผัสกับความหนาวเย็นยามค่ำคืน

แล้วมานั่งอยู่ในชุดนอนบางๆ แบบนี้ ถ้าล้มป่วยไปจะว่ายังไง

คนถูกดุก้มหน้างุดอย่างสำนึกผิด ก่อนจะบอกเหตุผลที่ต้องมานั่งเล่นเปียโนฆ่าเวลาในยามวิกาลแบบนี้
ผมรอมาสเตอร์อยู่น่ะครับ

รอฉัน? ถามย้ำอย่างแปลกใจ อีกฝ่ายเลยได้แต่พยักหน้า แขนเรียวโอบอุ้มห่อผ้าขนหนูสีน้ำเงินขึ้นมาอย่างระมัดระวัง พลางยื่นให้ร่างสูงด้วยดวงตากลมโตที่เริ่มรื้นขึ้นมาด้วยน้ำอุ่นใส

ร่างสูงรับมาแล้วลองเปิดห่อผ้านั้นดู สิ่งที่อยู่ในนั้นลูกแมวเปอร์เซียสีขาวที่นอนแข็งทื่ออยู่ในกองผ้านุ่ม

เจ้าเรซา...มันตายแล้วล่ะฮะ เมื่อตอนค่ำนี้เอง มือเล็กยกขึ้นเช็ดน้ำตาที่เอ่อปริ่มดวงตากลมก่อนที่มันจะไหลริน

ผมอุตส่าห์...พยายามดูแลมันอย่างดีตลอด 1 เดือน แต่มัน...มันก็จากผมไป ถึงคราวนี้...น้ำตาที่พยายามอดกลั้น ก็ไหลรินออกมาในที่สุด

ร่างสูงถอนหายใจน้อยๆ ก่อนจะดึงร่างนั้นเข้ามาในอ้อมกอด
ไม่เป็นไรนะยูฮวา...เธอพยายามอย่างดีที่สุดแล้วล่ะ สรรพนามที่ร่างสูงใหญ่เอ่ยเรียกทำให้ร่างเล็กๆ กล้าที่จะกอดคนตัวโตเอาไว้แน่น ก่อนจะปล่อยเสียงสะอื้นออกมาอย่างสุดกลั้น ...เขาก็เพียงแค่...ต้องการคนปลอบ...เท่านั้นเอง...

เดี๋ยวพี่ซื้อมาให้ใหม่นะ...ยูฮวาจะได้ไม่เหงา...ดีมั้ย

คราวนี้ต้องหาตัวที่แข็งแรงกว่านี้นะครับ...จะได้ไม่ตาย

รู้แล้วล่ะ...ถ้างั้นก็ขึ้นไปนอนได้ล่ะนะ... ว่าพลางเช็ดคราบน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่จากพวงแก้มใส

พรุ่งนี้ที่องค์กรมีประชุมตั้งแต่เช้าใช่มั้ยครับ

อืม...แต่เธอเข้าไปแค่ช่วงบ่ายก็พอ นอนให้เต็มอิ่มเถอะ แล้วพรุ่งนี้พี่จะเอาเจ้าเรซาตัวใหม่มาให้ จบประโยคก็หันไปหาพี่เลี้ยงของเด็กหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยคำสั่งให้พาร่างนั้นขึ้นไปพักผ่อน

ร่างบางเดินตามพี่เลี้ยงสาวกลับเข้ามาในห้อง ทันทีที่ประตูปิดลง ร่างนั้นก็ทำท่าจะทรุดฮวบลงกับพื้น พี่เสียงเลยต้องรีบเข้ามาประคอง แล้วพาไปที่เตียง

คุณโทโมะคะ...ทำไมไม่บอกมาสเตอร์ไปล่ะคะ ไหนสัญญาว่าจะบอกไง

เจ้าของชื่อหอบหายใจถี่กระชั้น พลางส่ายหน้าน้อยๆ แทนคำตอบ
ไม่ได้หรอกโซอี้...ผมบอกไม่ได้...แค่นี้พี่ยุนโฮก็ลำบากเพราะผมมามากพอแล้ว ผมไม่อยาก...รบกวนเค้ามากไปกว่านี้ เม็ดเหงื่อผุดพราวดวงหน้าสวยหวาน ก่อนจะล้มนอนลงบนเตียงอย่างอ่อนแรง

แต่คุณโทโมะไม่สบายถึงขนาดนี้ จะให้เก็บเงียบอยู่อย่างนี้เหรอคะ ถ้าคุณโทโมะไม่กล้า เดี๋ยวโซอี้บอกให้เอง พี่ยุนโฮที่อีกฝ่ายเรียก ก็คือมาสเตอร์ที่เธอนับถือ และในเมื่อร่างบางเองก็นับถือมาสเตอร์เหมือนพี่ชาย แล้วทำไมถึงต้องห้ามไม่ให้พูดเรื่องอาการป่วยด้วย ทั้งๆ ที่จริงแล้ว มาสเตอร์คือคนที่สมควรจะได้รับรู้คนแรกเลยด้วยซ้ำ

ไม่ได้นะ...อย่านะโซอี้ ผมไม่เป็นอะไรมากหรอก...จริงๆ นะ

คุณโทโมะ

จริงๆ ผมไม่เป็นไร

พี่เลี้ยงสาวถอนหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้ พลางเหลือบมองขวดยาที่วางเรียงรายอยู่ที่โต๊ะไม้ข้างเตียง ต้องทานยาเยอะแยะแบบนี้จะให้เธอเชื่อได้ยังไงว่าไม่เป็นอะไรมาก อาการป่วยที่เริ่มคุกคามตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้ว ยาที่วางเรียงรายอยู่ก็ช่วยได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ร่างบางก็ไม่มีทีท่าว่าอาการจะดีขึ้นสักที เป็นเพราะอะไรกันแน่นะ อาการป่วยของคุณโทโมะ...คืออะไรกันแน่

งั้นก็นอนพักผ่อนมากๆ นะคะคุณโทโมะ...ราตรีสวัสดิ์นะคะ

ครับ...ราตรีสวัสดิ์...โซอี้


+++++

จองยุนโฮ บุตรชายคนเดียวแห่งตระกูลจอง ตระกูลที่มั่งคั่งและมียศถาบรรดาศักดิ์ในวงสังคม บิดาที่ได้รับตำแหน่งเป็นท่านเคาน์ ทำให้พอจะมองอนาคตของเด็กหนุ่มออกว่า ตำแหน่งท่านเคาน์น้อย ต้องตกเป็นของร่างสูงไม่ผิดแน่ ทว่า...เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อ จองยูนะ บุตรสาวคนเล็กล้มป่วยลง โรคร้ายที่กัดกินอยู่ในร่างของสาวน้อย เป็นโรคที่ไม่มีแพทย์คนใดรักษาได้

หลังจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของตระกูลจอง ท่านเคาน์ผู้อ่อนวัยก็ปักใจเชื่อมาตลอดว่า ความก้าวหน้าในการแพทย์ เป็นเพียงแค่ภาพลวงตา ทั้งเงินตราและยศถา บรรดาศักดิ์ ไม่ได้ช่วยเหนี่ยวรั้งชีวิตของน้องสาวผู้เป็นที่รักได้เลย หนึ่งปีแห่งความโศกเศร้าผ่านไปอย่างเชื่องช้า พี่ชายผู้อบอุ่น เด็กชายที่เคยร่าเริง กลับเงียบขรึมและเย็นชาลงถนัดตา และในช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุด ลอร์ดเบอร์เจน ที่มีศักดิ์เป็นคุณตาของเขา ได้เข้ามาเยี่ยมเยียนพร้อมกับเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักที่ลอร์ดเบอร์เจนพามาด้วย ถึงจะมีความเกี่ยวพันทางสายเลือด แต่ลอร์ดเบอร์เจนกลับไม่เป็นที่ยอมรับสำหรับคนในตระกูลจองสักเท่าไหร่ ดังนั้น...จุดประสงค์ของลอร์ดเบอร์เจนของการก้าวเข้ามาในคฤหาสน์ของตระกูลจองในครั้งนี้ จึงเด่นชัดเกินกว่าที่ท่านเคาน์ซองจุน บิดาของจองยุนโฮจะรับได้

การรับอุปถัมภ์เด็กสักคน คงไม่ใช่เรื่องหนักหนาสำหรับตระกูลจอง แต่การรับอุปถัมภ์เด็กที่มาจากลอร์ดเบอร์เจนต่างหาก ที่ทำให้เคาน์ซองจุนต้องกล่าวปฏิเสธ สาเหตุที่ทำให้บิดามีความคิดเป็นปรปักษ์กับลอร์ดเบอร์เจนนั้น ยุนโฮเองก็ไม่รู้แน่ชัด รู้แต่เพียงว่าองค์กรลับที่ลอร์ดเบอร์เจนทำอยู่ เป็นสิ่งที่บิดาของเขากล่าวเอาไว้ว่าไร้ซึ่งศีลธรรมและจรรยาบรรณของความเป็นมนุษย์ แต่ในฐานะมาร์ควิสแห่งดอร์เซ็ท เคาน์ซองจุนจึงต้องตกลงรับข้อเสนออย่างไม่มีทางเลือก ข้อเสนอในการรับอุปถัมภ์เด็กชายที่มีนัยน์ตาสีอัมพัน ดวงหน้าสวยหวานราวกับสตรีเพศ กับชื่อแปลกหูที่ยุนโฮเพิ่งจะเคยได้ยิน ...โทโมฮิสะ...

ถึงแม้บิดาจะไม่ค่อยพอใจกับการรับอุปถัมภ์ครั้งนี้ ตรงกันข้าม...ยุนโฮกลับรู้สึกยินดีเป็นที่สุด อาจเป็นเพราะดวงหน้าที่สวยหวาน จึงทำให้เขารู้สึกเหมือนมีน้องสาวมากกว่าน้องชาย ด้วยอายุที่ห่างกันถึง 8 ปี ทำให้ยุนโฮต้องคอยดูแลและประคบประหงมสมาชิกคนใหม่อยู่ไม่ห่าง และได้ตั้งชื่อให้กับน้องคนใหม่ในภาษาของเขาเองว่า...ยูฮวา...

แต่ทว่า...8 ปี ให้หลัง สถานการณ์ของตระกูลจอง ก็เข้าสู่ขั้นวิกฤตอีกครั้ง เมื่อการสูญเสียครั้งนี้ คือการสูญเสียของหัวหน้าครอบครัว จองซองจุน จองยุนโฮ ท่านเคาน์หนุ่มผู้เคว้งคว้าง มองไม่เห็นหนทางที่จะกอบกู้วงตระกูลให้กลับมามีหน้ามีตาอีกครั้ง แต่การจากไปของจองซองจุน กลับทำให้ตระกูลจองมีเส้นทางเดินใหม่ เมื่อลอร์ดเบอร์เจนยื่นขอเสนอให้หลานชายคนเดียวรับช่วงต่อจากสิ่งที่ทำ องค์กรลับที่ไร้มนุษยธรรมในสายตาของจองซองจุน องค์กรลับที่ทำให้เกิดสิ่งศรัทธาใหม่ ทฤษฎีใหม่ของการรักษาที่แม้แต่การแพทย์ก็ไม่สามารถทำได้

องค์กรที่ถูกตั้งขึ้นภายใต้ผู้นำองค์กรคนใหม่มาสเตอร์จองยุนโฮ หรือที่ผู้คนภายนอกรู้จักกันในนามของ
...ท่านเคาน์ยู...

ยุนโฮหอบกองผ้าขนหนูสีน้ำเงินของแมวน้อยผู้อาภัพเข้ามาในห้องสมุด นิ้วเรียวสัมผัสที่สันหนังสือปกหนาของสารานุกรมเล่มที่ 13 ก่อนจะออกแรงกดเบาๆ และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ชั้นหนังสือโบราณตรงหน้าแยกตัวออกเป็นสองฝั่ง เผยให้เห็นช่องทางที่จะนำไปสู่ห้องใต้ดิน

ยุนโฮจุดตะเกียงที่แขวนอยู่ที่ผนังหิน แล้วค่อยๆ เดินลงบันไดอย่างระมัดระวัง เมื่อมาถึงพื้นห้องด้านล่าง ร่างสูงก็จัดการจุดคบเพลิงเพื่อเพิ่มความสว่างให้แก่ห้องสี่เหลี่ยมนั้น ห้องลับที่ใช้เป็นห้องทดลองของเขา มือใหญ่ค่อยๆ วางกองผ้าขนหนูลงบนโต๊ะไม้โอ๊ค ก่อนจะคว้าตะเกียงแล้วเดินไปยังชั้นไม้ที่วางอยู่ชิดกำแพงล้อมรอบห้องสี่เหลี่ยมที่แสนอับชื้น ขวดแก้วที่วางเบียดเสียดเรียงรายอยู่บนชั้นถูกจัดวางโดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ Primary Secondary และ Tertiary ซึ่งลำดับแรก คือส่วนตั้งแต่ศีรษะถึงลำคอ ลำดับที่สองคือส่วนตั้งแต่อกถึงบั้นเอว และสุดท้ายคือส่วนตั้งแต่สะโพกถึงข้อเท้า และทั้งหมด ก็คืออวัยวะของสัตว์เลี้ยง ทั้งสุนัข กระต่าย และแมว ที่อยู่ในขวดโหลใส พร้อมกับป้ายชื่อของส่วนต่างๆ เพื่อง่ายแก่การใช้สอย แต่สิ่งที่จะใช้รักษาเจ้าแมวตัวน้อยนี้ได้ คงไม่ใช่ชิ้นส่วนในขวดแก้วเหล่านั้น


ยุนโฮหยิบกุญแจที่แขวนอยู่ แล้วปลดสลักที่ประตูไม้ พอประตูบานนั้นเลื่อนเปิดออก เสียงร้องโหยหวนของบรรดาสัตว์เลี้ยงตัวน้อยก็ดังก้องขึ้นทันที ร่างสูงเดินไปหยุดอยู่หน้ากรงของเจ้าแมวเปอร์เซียสีขาว ยืนพินิจอยู่พักใหญ่ก่อนจะเลือกลูกแมวที่มีอายุใกล้เคียงกับเจ้าเรซาที่สุด

คราวนี้ฉันเลือกแกละกันนะ...เจ้าเหมียวน้อย เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพลางอุ้มเจ้าลูกแมวออกมาจากห้อง

เจ้าลูกแมวที่ถูกรับเลือกถูกวางไว้ใกล้ๆ เจ้าเรซา ร่างสูงค่อยๆ สวมถุงมือยางอย่างไม่รีบร้อน พลางเลือกอุปกรณ์สำหรับทำการรักษาเจ้าเรซาครั้งนี้

เปลวไฟที่ลุกโชติช่วงบนคบเพลิงหรี่ลงเล็กน้อย เมื่อเสียงร้องของเจ้าลูกแมวผู้น่าสงสารเงียบลง โลหิตสีแดงสดเจิ่งนองทั่วโต๊ะไม้ ก่อนที่ซากของลูกแมวที่ถูกสังเวยจะถูกห่อด้วยผ้าสีดำ และเมื่อเสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืนตรง อีกหนึ่งชีวิตก็ถือกำเนิดขึ้นมาอีกครั้ง

ไงเรซา...ยินดีต้อนรับกลับมานะ นิ้วเรียวไล้ขนฟูนุ่มสีขาวสะอาด พลางคลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ

แกนี่มันแมว 9 ชีวิตจริงๆ เลย คราวนี้อย่าทำให้พี่ชายของแกร้องไห้อีกล่ะ...เข้าใจมั้ย

เจ้าเรซาตัวน้อยเพียงแต่ส่งเสียงอ้อนเบาๆ ก่อนที่เจ้าสัตว์เลี้ยงขนฟูนุ่มจะเริ่มสนใจกับของเหลวสีแดงฉานที่เอ่อนองอยู่บนโต๊ะแทน

ทฤษฎีของลอเรลนั้นง่ายนิดเดียว เพียงแค่ชีวิตเพื่อทดแทนชีวิต ก็เหมือนกับการเปลี่ยนอะไหล่ของเครื่องยนต์ อะไรเสีย...ก็หาชิ้นใหม่เปลี่ยนเข้าไป แต่ข้อจำกัดมีอยู่ว่า สิ่งที่นำมาเปลี่ยนนั้น ต้องเป็นสิ่งที่เหมือนกันและสามารถเข้ากันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

...เราไม่ได้ฝืนโชคชะตา แต่เราเป็นคนกำหนดมันต่างหาก...


+++++++

กองสืบสวนคดี กรุงวาเลตต้า

ร่างโปร่งเดินเข้ามาในห้องทำงานอย่างหัวเสีย แฟ้มที่อยู่ในมือถูกโยนทิ้งไว้ในกล่อง ที่มีแฟ้มของคดีเดียวกันรวบรวมอยู่นับสิบ

มาอีกรายแล้วเหรอครับ ตำรวจผู้น้อยถามขึ้นเมื่อเห็นอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงของผู้หมวดหนุ่มที่รับผิดชอบคดีนี้อยู่

คราวนี้เป็นเด็กฝาแฝด ถูกจับไปทั้งคู่เลย...เมื่อคืนตอน 4 ทุ่ม
ร่างโปร่งว่าพลางถอนหายใจออกมาหนักๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นต่อ
คราวนี้มันไปแถวๆ ย่านโอลด์มิ้นท์

ออร์เบิร์ก เซนต์จอห์น เซนต์เออซูล่า แล้วคราวนี้มาถึงโอลด์มินท์แล้วเหรอครับ นี่มันจะทั่วเมืองแล้วนะครับเนี่ย ทำไมเราถึงตามมันไม่ทันซักที

คนฟังส่ายหน้าอย่างระอา คดีทั้งหมดเป็นคดีที่เกิดขึ้นและโด่งดังในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา เป็นคดีแรกตั้งแต่เขาเข้ารับราชการตำรวจมาที่ยังหาข้อมูลและหลักฐานของผู้กระทำผิดไม่ได้สักที

ผู้หมวดครับ...สารวัตรเรียกให้ไปพบครับ

ผู้หมวดหนุ่มถอนหายใจออกมาอีกเฮือกก่อนจะเดินออกมาจากห้องโดยมีเสียงให้กำลังใจของตำรวจชั้นผู้น้อยตะโกนไล่หลังไปติดๆ โชคดีนะครับหมวด!!

ร่างโปร่งเคาะประตูตามมารยาท ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป
เป็นไงบ้างหมวดปาร์ค ตามเรื่องคดีลักพาตัวไปถึงไหนแล้ว

ก็...จากลักษณะของเหยื่อ พอจะกำหนดขอบเขตได้คร่าวๆ แล้วล่ะครับ แต่ที่เรายังจับไม่ได้คาหนังคาเขาก็เพราะว่าคนลงมืออาจจะมียศถาบรรดาศักดิ์ทางสังคม อีกอย่าง...จากสถิติทางการแพทย์ตลอด 2 ปี มานี้ มีคนตายลดลงประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์ ผมว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกันน่ะครับ ร่างโปร่งเล่าไปตามสมมติฐานที่เขาตั้งเอาไว้ แต่รายละเอียดเจาะลึกกว่านั้น เขาก็ยังหาไม่ได้เหมือนกัน

งั้นบางทีนี่อาจจะเป็นข่าวดีสำหรับคุณก็ได้ สารวัตรว่าพลางยื่นแฟ้มให้ ทั้งหมดเป็นประวัติและที่อยู่ของครอบครัวๆหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในแถบที่เกิดเหตุการณ์ของคดีลักพาตัวอันโด่งดังนี้

นี่คือประวัติครอบครัวของผู้เสียหายเหรอครับ

ไม่ใช่...ดีกว่านั้น เค้าคือครอบครัวที่เคยทำงานให้กับศัตรูของคุณไงล่ะ

เอ๋?!!

ร่างโปร่งเหลือบมองสารวัตรที่ได้แต่คลี่ยิ้มให้น้อยๆ
เค้ายินดีที่จะให้ปากคำ ถ้าทางเรารับปากว่าจะให้การคุ้มครองเค้าอย่างดีที่สุดในฐานะพยานปากสำคัญ

แน่นอนอยู่แล้วล่ะครับ ผมจะคุ้มครองเค้าอย่างดีที่สุด ถ้าเค้าช่วยให้ผมเข้าไปหาต้นตอของคดีนี้ได้ ร่างโปร่งพูดด้วยแววตาอันมุ่งมั่น ความมุ่งมั่นที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้นที่สะสมมาตลอด 2 ปี

ยูชอน...ผมเอาใจช่วยให้คุณคลี่คลายคดีนี้ให้สำเร็จละกัน แต่ผมขอเตือนคุณในฐานะรุ่นพี่ การแก้แค้นไม่เคยส่งผลดีให้กับใคร...จำคำผมเอาไว้ล่ะ

ยูชอนเงียบไป ก่อนจะคว้าแฟ้มแล้วตอบรับเสียงเบา
ขอบคุณครับสารวัตร

...ไม่ได้คิดจะแก้แค้นหรอก...แค่จะส่งพวกมันให้ไปอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่...ก็เท่านั้น...


++++++++

เมี๊ยว~เมี๊ยว~

เสียงครางหงิงๆ ที่ดังอยู่ข้างหูทำเอาร่างที่นอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้านวมผืนหนาขยับตัวน้อยๆ แต่แล้วเสียงแหลมเล็กที่ยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง กับสัมผัสนุ่มๆ ที่ละไล้อยู่ที่ข้างแก้มก็ทำให้ดวงตาคู่โตค่อยๆ เปิดขึ้นในที่สุด

ฮึ...เรซา...เรซาเหรอ... เสียงเล็กเพ้อออกมาอย่างไม่เต็มตื่น ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะเบิกกว้างแล้วผุดลุกขึ้นจากเตียงทันที

เรซา!! เรซาจริงด้วยเหรอ!!! ร่างบางร้องออกมาอย่างดีใจสุดๆ มือเล็กช้อนอุ้มเจ้าลูกแมวตัวนั้นขึ้นมาในอ้อมกอด พลางลูบไล้ขนฟูนุ่มสีขาวนั้นอย่างแผ่วเบา ใช่แกจริงๆ ด้วยเรซา...แกกลับมาหาฉันแล้ว

ทว่า...จู่ๆ รอยยิ้มบนดวงหน้าก็เริ่มจางลง โทโมฮิสะรีบอุ้มเจ้าแมวตัวน้อยออกมาจากห้อง ก่อนจะวิ่งลงบันไดมาอย่างรีบร้อน ดวงหน้าที่ดูสุขสมเมื่อครู่ กลับกลายเป็นความกังวลใจในชั่วพริบตา

คุณโทโมะ...ตื่นแล้วเหรอคะ... สาวใช้ที่กำลังเตรียมอาหารอยู่ในห้อง ครัวเอ่ยทัก แต่เจ้าของชื่อไม่ทันได้หยุดฟัง

อ๊ะ!! คุณโทโมะจะไปไหนน่ะคะ...คุณโทโมะ...คุณโทโมะ!!! บรรดาสาวใช้รีบวิ่งตามออกมาเมื่อร่างบอบบางในชุดผ้าฝ้ายตัวบางเดินย่ำลงบนดินชื้นของสวนหลังคฤหาสน์ด้วยเท้าที่เปลือยเปล่า

โทโมฮิสะเดินมาหยุดอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ผิวหน้าดินที่ยังใหม่สดทำให้ร่างนั้นทรุดนั่งลงตรงหน้ากองดินนั้น มือเล็กวางเจ้าเรซาลงบนพื้น แล้วจะเริ่มเกลี่ยหน้าดินนั้น นิ้วเรียวทั้งควักทั้งขุดหน้าดินจนกระจุยกระจาย จนในที่สุดมือเล็กก็สัมผัสกับอะไรบางอย่าง ทั้งนิ่มและเย็นเฉียบ ขนสีขาวที่โดนความชื้นจนเกาะตัวกันเป็นก้อนทำให้เดาได้ไม่ยากว่าสิ่งที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินนั้นคืออะไร

ไม่....ไม่นะ.... ก่อนที่ร่างบางจะโวยวายออกมาอย่างขวัญเสีย พี่เลี้ยงสาวกับสาวใช้คนอื่นๆ ก็เข้ามารวบตัวเอาไว้เสียก่อน

คุณโทโมะ...ออกมาทำอะไรตรงนี้คะ ดูซิ...มอมแมมหมดแล้ว...ไปอาบ น้ำแต่งตัวดีกว่านะคะ โซอี้พูดปลอบเมื่อดวงตากลมโตยังคงไม่ละจากสิ่งที่เคยเป็นสัตว์เลี้ยงแสนน่ารัก แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ซากที่รอเวลาเน่าสลาย

...ไหนบอกจะไม่เอามาใช้ที่นี่ไง...ที่สัญญาว่าจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติของมัน...ทุกอย่าง...ถูกลอเรลครอบงำหมดแล้วใช่มั้ย...

.
.

โทโมฮิสะแช่ตัวลงในน้ำอุ่น ที่ช่วยทำให้ร่างกายผ่อนคลายขึ้นอีกนิด ตากลมหลุบมองเจ้าเรซาที่กำลังเล่นสนุกกับลูกบอลไหมพรมตามประสาของลูกแมว พลางชันเข่าขึ้นกอดไว้แนบอก

ตกลงแล้วมันถูก...หรือผิดนะ...ที่ได้แกกลับมา แต่ลูกแมวตัวอื่นต้องตายแบบนั้น ร่างบางระบายลมหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้ ...การจะได้มาซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง...อาจจะต้องมีการเสียสละกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา... หนึ่งในบทบัญญัติขององค์กร ที่สมาชิกทุกคนจะต้องจำให้ขึ้นใจ แต่มันกลับกลายเป็นสิ่งที่เขาเฝ้าถามตัวเองมาตลอด

เขาเข้ามาทำงานในองค์กร ก็แค่ในฐานะเลขา ผู้ติดตามของท่านเคาน์ยู ถ้าจะให้ระบุจริงๆ เขาก็เป็นผู้ติดตามแค่ในนามเท่านั้น ร่างสูงไม่เคยให้เขาไปไหนต่อไหนตามอำเภอใจ เรื่องวิธีการรักษา ชีวิตแลกชีวิตอะไรนั่น เขาก็รู้แค่จากคำบอกเล่าของคนอื่น ไม่เคยเห็นกับตาว่าเค้าทำกันยังไง ไม่เคยเห็นว่าร่างสูงใช้วิธีไหนรักษาคนที่ป่วยใกล้ตาย ที่เป็นอย่างนั้นเพราะร่างสูงบอกกับเขาว่า เขายังเด็กเกินไปสำหรับเรื่องแบบนี้ เขาก็เพียงแค่อยากรู้...ว่าสิ่งที่กำลังทำ มันถูกต้องรึเปล่า สิ่งที่เหมือนจะได้รับการยกย่องจากคนภายนอก หรือความจริง...มันเป็นเพียงแค่ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์

โทโมฮิสะแต่งตัวอย่างไม่เร่งรีบ ชุดสูทสีดำพอดีตัวกับเข็มกลัดรูปดอกไม้สีเงินที่บ่งบอกถึงตำแหน่งของร่างบางในองค์กร ร่างบางในชุดสูทสีดำดูภูมิฐาน
และสุขุม แตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง ร่างบางเดินขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่หน้าคฤหาสน์ ในช่วงสองสามวันมานี้ ที่องค์กรมีการสอบคัดเลือกสมาชิกใหม่ ซึ่งเขาเองก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลในเรื่องนี้ ถึงจะอายุเพียงแค่ 17 ปี แต่โทโมฮิสะก็ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอาวุโสคนอื่นๆ ด้วยสติปัญญาและการวางตัวที่เหมาะสม จนสามารถลดข้อครหาในเรื่องความสัมพันธ์กับเจ้าขององค์กรไปได้

โทโมฮิสะใช้เวลาระหว่างเดินทาง ตรวจดูแฟ้มประวัติของสมาชิกใหม่ที่จะเข้ามาทดสอบในวันนี้ แล้วหนึ่งในสมาชิกใหม่เหล่านั้น ก็ทำให้เขาต้องหยุดอ่านรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน

ชิมชางมิน...อายุ 20 ปี บุตรชายคนเดียวของ รมต.ว่าการกระทรวงยุติธรรม คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นอย่างแปลกใจ รับคนแบบนี้เข้ามาอยู่ในองค์กร...มันไม่เสี่ยงไปหน่อยเหรอ...แล้วถ้าองค์กรถูกตรวจสอบขึ้นมาล่ะ...หรือถ้าคิดอีกแง่...บางทีกระทรวงอาจจะเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนองค์กรก็เป็นได้...

แต่ยังมีบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกขัดใจเล็กๆ...แค่รูปถ่ายที่ติดอยู่ในแฟ้มประวัติ...เขาก็รู้สึกไม่ค่อยชอบหน้าคนคนนี้เอาเสียเลย

เอาเถอะ...จะเป็นแบบไหนเดี๋ยววันนี้ก็คงจะรู้ เพราะไม่ว่าจะแสดงละครเก่งแค่ไหนยังไง คนเสแสร้งก็ไม่มีทางรอดพ้นสายตาของเขาไปได้อยู่แล้ว


++++++

ร่างสูงก้าวลงมาตามบันไดหิน ที่วันนี้มีผู้คนพลุกพล่านเป็นพิเศษ ชายหนุ่มเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ก่อนจะหันไปหาผู้ติดตามที่กำลังหอบเสื้อคลุมกับหมวกทรงสูงตามมาติดๆ

ฮิลด์...คนพวกนี้มาทำอะไรกัน เอ่ยถามอย่างแปลกใจ ในเมื่อองค์กรก็ตั้งอยู่กลางป่ากลางเขาแบบนี้ ทำไมคนพวกนี้ถึงหาเจอ

อ๋อ...วันนี้เป็นวันเปิดรับสมาชิกใหม่น่ะครับ ว่าพลางรีบวิ่งมาที่รถม้า แล้วเปิดประตูค้างเอาไว้ก่อนที่ร่างนั้นจะเดินมาถึง

คนพวกนี้มาสอบกันเหรอ

ครับ

หึๆ...เยอะขนาดนี้เลย แล้วโทโมฮิสะมารึยังล่ะ เอ่ยถามถึงผู้ดูแลในครั้งนี้ หวังว่าคงไม่นอนขี้เซาอยู่หรอกนะ

กำลังมาแล้วล่ะครับ...อีกประเดี๋ยวก็คงจะถึง

ยุนโฮพยักหน้าเชิงรับรู้ ก่อนจะรับเสื้อคลุมและหมวกทรงสูงจากผู้คิดตาม
วันนี้แวะไปแถวเซนต์จอห์นหน่อยนะ...ฉันจะไปเดินดูอะไรนิดหน่อย

ครับ ฮิลด์รับคำ ก่อนจะปิดประตูให้แล้วขึ้นไปนั่งในตำแหน่งของคนควบคุมรถม้า

เพียงไม่นานก็มาถึงถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เพิงไม้ที่เต็มไปด้วยสินค้านานาชนิด เรียงรายเต็มสองข้างทางทั้งผักสด ผลไม้ เครื่องใช้ เครื่องประดับ ที่นี่มีทุกอย่างให้เลือกสรร เนี่ยแหละนะ...บรรยากาศของชาวเมือง

เมื่อรถม้าจอดสนิท ร่างสูงก็เดินออกมาจากรถม้าโดยจงใจที่จะทิ้งเสื้อคลุมและหมวกเอาไว้ในรถ มาเดินในย่านการค้าในฐานะคนธรรมดาแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน

ฮิลด์ ฉันคงเตร็ดเตรอยู่แถวนี้สักชั่วโมงสองชั่วโมง...ถือเป็นการพักไปในตัวก็แล้วกัน อยากทำอะไรก็ทำ...แต่อย่าดื่มจนเมามากล่ะ...ฉันยังอยากกลับบ้านอย่างปลอดภัยอยู่ เข้าใจมั้ย

ครับ ผู้ติดตามได้ฟังดังนั้นก็ฉีกยิ้มกว้าง เพราะโอกาสแบบนี้หาได้ไม่ใช่ง่ายๆ

ร่างสูงหลุดหัวเราะออกมาน้อยๆ เมื่อผู้ติดตามอาศัยความว่องไวส่วนตัวหายไปกับฝูงชนเสียแล้ว ที่สั่งไปจะฟังรู้เรื่องมั้ยเนี่ย ส่ายหน้าอย่างระอา ก่อนจะเดินเล่นดูสินค้าที่วางเรียงรายอยู่สองข้างทาง

บรรยากาศคึกคักทำให้เขาลืมเรื่องวุ่นๆ ในองค์กรไปได้ชั่วขณะ อย่างนี้แหละนะ...ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องอยากพักผ่อนเป็นเรื่องธรรมดา

ยุนโฮเดินดูไปเรื่อยๆ ผ่านร้านค้ามาจนเกือบจะครึ่งถนน ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดที่แผงขายดอกไม้ที่ตั้งอยู่สุดปลายถนน เด็กน้อยร่างเล็ก เรือนผมดำขลับรับกับดวงหน้าขาวใส ดวงตากลมโตจ้องมองดอกไม้สีสวยด้วยใบหน้าที่ระบายไปด้วยรอยยิ้ม กลีบปากสีกุหลาบเอื้อนเอ่ยต่อรองราคากับแม่ค้าอย่างน่าเอ็นดู เสื้อแขนตุ๊กตาสีเขียวอ่อนที่ปล่อยยาวจนเกือบถึงเข่า กับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลอ่อน ทำให้ร่างนั้นมองดูไม่ผิดจากเด็กหญิงตัวเล็กๆ แต่...รองเท้าสานที่มีสีเดียวกับกางเกงกลับไม่ใช่สิ่งที่นิยมในหมู่เด็กผู้หญิง

ทว่า...นอกจากดวงหน้าสวยหวานและรูปร่างบอบบางอ้อนแอ้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้ยุนโฮไม่สามารถละสายตาจากร่างนั้นได้ก็คือ ...ดวงหน้าที่คล้ายกับใครบางคน...ดูคล้าย...อย่างกับคนคนเดียวกัน

ยูนะ...

มือเรียวขาวกำช่อลาเวนเดอร์ที่ใช้วาจาต่อรองจนสำเร็จ โบกมือให้กับแม่ค้าเจ้าของร้านดอกไม้ ก่อนจะเดินฮัมเพลงขึ้นไปตามทางเดินสายนั้น

ยุนโฮไม่รอช้าที่จะเดินตามร่างนั้นไป ตอนนี้ความรู้สึกมันว้าวุ่นไปหมด เหตุการณ์เมื่อ 14 ปี ก่อน เหตุการณ์ในวันที่น้องสาวคนเดียว จากไปต่อหน้าต่อตา ทั้งๆ ที่เห็นแบบนั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่านั่นคือความเป็นจริง แต่ทำไมขาของเขาถึงก้าวเร็วขึ้น ทำไมถึงต้องเดินตามเด็กคนนั้น ด้วยความรู้สึกห่วงหาแบบนี้

...อาจจะเป็นเพราะในส่วนลึกๆ ของจิตใจ...ส่วนที่คอยเฝ้าบิดเบือนความจริง ว่าบางทียูนะ...อาจจะยังมีชีวิตอยู่...

ร่างสูงรีบตามมาก่อนจะชะงักเมื่อเห็นเด็กคนนั้นหยุดยืนอยู่หน้าโบสถ์ ดวงหน้าหวานใสจ้องมองมาทางเขา ขณะที่ในมือยังคงถือช่อลาเวนเดอร์เอาไว้อยู่
คุณ...ตามผมมาเหรอ เสียงหวานใส ก้องกังวานราวกับเสียงระฆัง เอ่ยขึ้นพลางเอียงคอมองอย่างแปลกใจ

คือฉัน.... ยุนโฮถึงกับนึกคำพูดไม่ออก รู้ตัวอีกที...เด็กน้อยคนนั้นก็เดินมาหยุดตรงหน้าเขาเสียแล้ว

คุณตามผมมาเหรอครับ...มีอะไรรึเปล่า หรือว่า...คุณอยากได้ดอกไม้เหรอ เด็กน้อยยังคงตั้งสมมติฐานจากความเป็นไปได้ แต่แล้วจู่ๆ ตาคมที่จับจ้องดวงหน้าหวานใสก็ฉายแววเศร้าออกมา

...นี่เขาทำบ้าอะไรอยู่นะ...ร่างตรงหน้าเป็นเด็กผู้ชาย...ไม่มีทางเป็นยูนะได้อยู่แล้ว...

ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะ... เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น พยายามที่จะไม่มองใบหน้าของร่างตรงหน้า เพราะจะยิ่งทำให้เขาฟุ้งซ่านไปกว่านี้ แต่แล้วยุนโฮก็รู้ว่า...ความพยายามนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ เลย

เด็กน้อยแบ่งช่อลาเวนเดอร์จากในมือแล้วยื่นให้ร่างสูง
ผมให้...เผื่อมันอาจจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น

ยุนโฮรับมาอย่างแปลกใจไม่น้อย ...ทำไมถึงรู้ล่ะว่าเขากำลังเศร้า... แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม ดวงตาคู่โตที่จ้องมองมาอย่างเป็นมิตรก็ทำให้เขาถึงกับชะงักไปชั่วครู่ เมื่อนัยน์ตาของเด็กน้อยคนนี้ มีสีเดียวกับดอกไม้ที่อยู่ในมือเล็กนั่น ...ไม่ใช่แค่เพียงหน้าตา...แต่ยูนะ...ก็มีนัยน์ตาสีลาเวนเดอร์เช่นเดียวกัน...

มือใหญ่เลื่อนขึ้นสัมผัสแก้มของเด็กน้อย สัมผัสที่นุ่มละมุนราวกับผิวของเด็กสาว
เธอ...ชื่ออะไรเหรอ...บอกฉันได้มั้ย

เด็กน้อยมองคนถามตาปริบๆ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้มีทีท่าตกใจ หรือตื่นกลัวแม้แต่น้อย เพราะเขารู้ดีว่า ผู้ชายตัวโตตรงหน้า...คงไม่ใช่คนไม่ดีหรอก อย่างน้อย ก็จากที่เขารู้สึก

แจจุงฮะ...แต่คุณพ่อจะเรียกผมว่าเลฟ...มาจากลาเวนเดอร์ เพราะคุณพ่อบอกว่าตาของผมสีเดียวกับดอกลาเวนเดอร์ พูดจบก็คลี่ยิ้มให้ รอยยิ้มที่สามารถทำให้สิ่งรอบข้างดูสดใสขึ้นมาถนัดตา

คุณพ่อ?

เด็กชายพยักหน้าหงึกหงัก แล้วชี้ไปที่โบสถ์
คุณพ่อเป็นบาทหลวงอยู่ที่นี่ครับ

ยุนโฮมองเด็กชายช่างพูดตาปริบๆ แล้วเธอก็อยู่ที่นี่เหรอ

เด็กชายพยักหน้าอีกครั้ง ผมอยู่ที่บ้านข้างๆ โบสถ์นี้แหละครับ กับพี่สาวอีก 2 คน

เลฟ!! มัวทำอะไรอยู่...เข้าบ้านได้แล้ว

เด็กน้อยหันไปตามเสียงเรียก ก่อนจะหันมาหาร่างสูงอีกครั้ง
ผมต้องไปแล้วล่ะครับ...พี่เรียกแล้ว จบประโยคก็โผเข้ากอดคนตัวโตที่ทรุดนั่งอยู่ตรงหน้า

คุณพ่อบอกว่าการกอดจะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้นได้...หายเศร้าแล้วนะครับ เสียงเล็กเอ่ยขึ้น ก่อนจะผละออกจากร่างสูง
โชคดีนะฮะ พูดจบก็วิ่งเข้าบ้านไป เหลือเพียงแต่ร่างสูง ที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น

...พระเจ้าบอกทีว่ามันไม่จริง...เขาต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ...

เธอทำให้ฉัน...อยากกลับมาที่นี่อีก...รู้ตัวรึเปล่า...แจจุง...


++++++


ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน แจจุงก็เดินหายเข้าห้องนอนไปทันที ช่อลาเวนเดอร์ที่เหลือ ถูกพันด้วยริบบิ้นสีขาว ก่อนที่เจ้าตัวจะวางมันเอาไว้ข้างหมอน

ร่างเล็กล้มตัวนอนบนเตียง พลางเหลือบมองภาพวาดที่ติดอยู่บนกำแพง ภาพของชายหนุ่มที่เขาเพิ่งเจอเมื่อครู่

ในที่สุด...ก็เริ่มแล้วสินะครับ...

เอ่ยขึ้นเสียงแผ่วพร้อมกับหยาดน้ำอุ่นที่เริ่มซึมปริ่มขอบตา ภาพของเหตุ การณ์ที่ยังวนเวียนอยู่ในหัว ค่อยๆแจ่มชัดขึ้น...ภาพของวันที่เขาเฝ้ารอคอยมาตลอด เรื่องราวที่จะเกิดขึ้น...ในอีกไม่ช้า...

คุณ...จะมารับผมแล้ว...คุณยุนโฮ...



TBC

กรุง Valetta


edit @ 2007/08/02 20:24:07

Prolouge

Laurel [พระเจ้า หรือ คนบาป?]
Author : Rinzei
Pairing : YunJae Yoosu MinPi
Rating : R


...คำกล่าวที่ว่า เมื่อชีวิตหนึ่งดับสูญจากโลกใบนี้ไป ย่อมมีอีกหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมาทดแทนเสมอ แต่ทว่า...หากหนึ่งชีวิตอันแสนบริสุทธิ์นั้น สามารถทำให้ร่างอันไร้วิญญาณกลับมามีลมหายใจได้อีกครั้งล่ะ...
...ผลลัพธ์ของการฝืนลิขิตของพระเจ้า คือหนทางสู่โลกใบใหม่ หรือ หายนะ?...


...การแพทย์ช่วยเราไม่ได้...สวรรค์ไม่เคยได้ยินคำขอ...พระเจ้า...ลิขิตให้เส้นทางของมนุษย์สั้นเกินไป...แต่เราไม่ใช่หมอ...เราไม่ใช่พระเจ้า...เราเป็นเพียงแค่มนุษย์...ที่ต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน...
...ความตายไม่ใช่การลาจาก...แต่มันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น...สิ่งที่พวกเราทำไม่ใช่อาชญากรรม...มันเป็นเพียงแค่การเสียสละ...เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่า...เราแค่ช่วยค้นหาในสิ่งที่มนุษย์ทำหายไป...แสงสว่างเล็กๆ ท่ามกลางความมืดมิด...ที่รอคอยให้มนุษย์เป็นผู้ตัดสิน...เพราะฉะนั้น...จงจำนามของเราไว้...

...ลอเรล...

#

เลือดอุ่นๆ ถูกถ่ายเข้าร่างซีดเซียว ของเหลวสีแดงแผ่ซ่านวนเวียนอยู่ทั่วร่าง เพียงแค่เลือด ก็ทำให้ร่างที่ขาวราวกับกระดาษ ได้แต่นอนรอความตายอยู่บนเตียงเริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง ก้อนเนื้อสีแดงเท่ากำปั้น สิ่งที่เต้นตึ่กตั่กอยู่ที่อกด้านซ้าย ถูกบดขยี้จนกลายเป็นผง ก่อนจะถูกฉีดเข้าไปรวมกับกระแสเลือด และน่าแปลกที่สิ่งนั้น ทำให้ชีพจรที่เริ่มอ่อนแรง กลับมาเต้นตามการสูบฉีดของหัวใจได้อย่างสม่ำเสมอราวกับยาวิเศษ ตอนนี้...ก็เหลือเพียงเนื้อร้าย ที่กำลังกัดกินอยู่ภายในร่าง สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่สะกดมันเอาไว้ไม่ให้ลุกลาม หนึ่งชีวิตที่แสนบริสุทธิ์คงต้องถูกสังเวยอีกครั้ง เพื่อต่อลมหายใจให้กับร่างอันสิ้นหวัง

เพียงไม่กี่ชั่วยาม เด็กหนุ่มที่ไม่ว่าใครๆ ก็ต่างหมดหวัง กลับแข็งแรงขึ้นมาอีกครั้ง โรคร้ายที่มาคุกคามหายไปราวกับปาฏิหาริย์ อีกหนึ่งชีวิต หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานแล้ว
ขอบคุณท่านมากเลยนะคะ ที่ช่วยลูกของเราเอาไว้ มารดาโอบกอดลูกรักเอาไว้อย่างหวงแหน น้ำตาไหลรินด้วยความปีติ ทั้งที่แพทย์ทุกคนลงความเห็นเอาไว้แล้วว่าไม่มีทางรักษาโรคร้ายนี้ได้ หนทางสุดท้ายที่เธอตัดสินใจ คือ ชายแปลกหน้าที่เสนอตัวยื่นมือเข้าช่วย

ลูกชายคนเดียว เป็นเรี่ยวแรงของตระกูล ถ้าต้องตายไปตั้งแต่อายุยังน้อย ก็น่าเสียดายนะครับ เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา พลางหยิบถุงมือหนังสีดำที่วางอยู่บนโต๊ะมาใส่เข้าอย่างเดิม

ท่านครับ...นี่คือค่ารักษาทั้งหมด ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่ช่วยลูกชายของเราเอาไว้ ชายวัยกลางคนในชุดภูมิฐานยื่นถุงกำมะหยี่สีดำให้ น้ำหนักของถุงใบนั้นคือค่ารักษาที่เขาเต็มใจสูญเสียเพื่อรั้งชีวิตของลูกชายเอาไว้

ร่างสูงใหญ่รับมา ก่อนจะยื่นให้คนติดตามตรวจเช็คว่าทั้งหมดเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ เหรียญทองคำมูลค่ากว่า 3 หมื่นปอนด์ กับการเสียเวลาเพียงแค่ 6 ชั่วโมง เพื่อรักษาอีกหนึ่งชีวิต
ขอบคุณที่ใช้บริการ ว่าพลางถอดหมวกทรงสูงแล้วค้อมตัวให้ตามมารยาท ทว่า...ก่อนที่ร่างนั้นจะเดินออกจากห้อง เสียงเล็กๆ ก็เอ่ยฉุดรั้งเอาไว้เสียก่อน

เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อนครับ!!

คนถูกรั้งถึงกับชะงัก พลางเหลือบมองเจ้าของเสียงตัวเล็กที่ยังคงนั่งอยู่บนเตียง ว่าไงครับ...คุณหนู เอ่ยถามจุดประสงค์ แล้วใช้เวลาระหว่างรอฟังคำตอบใส่เสื้อคลุมที่คนติดตามถืออยู่
ร่างเล็กๆ ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก แต่เรียวขานั้นพยายามทรงตัวรับน้ำหนักของร่างกายส่วนบน แล้วใช้เรี่ยวแรงทั้งหมด ในการก้าวขาทีละน้อย ก่อนจะมาหยุดนิ่ง ตรงหน้าร่างสูงใหญ่ในชุดสูทดำสนิท

ท่าน...ชื่ออะไรเหรอครับ เสียงแผ่วเบาถามอย่างกลัวเกรง แล้วการทักทายของชายชุดดำก็ทำเอาเจ้าของร่างเล็กผวา จนเรียวขาอันอ่อนแรงผงะถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว

แขนแกร่งโอบรัดเอวบอบบาง พลางเชยคางดวงหน้าที่เริ่มซับสีเลือดแต่ยังคงซูบผอมเพราะอาการป่วยที่คุกคาม แล้ววางแนบริมฝีปากอุ่นกับกลีบปากนุ่มชื้นที่สั่นระริกเพราะความหวาดกลัว ลมหายใจอุ่นรดรินจนหัวใจถูกกระตุ้นให้เต้นแรงกว่าปกติ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของลาเวนเดอร์จากร่างสูงใหญ่โชยมาแตะจมูก ทำเอาร่างที่อยู่ในอ้อมแขนพิสมัยและรื่นรมย์กับจุมพิตนั้นได้ไม่ยาก

ผู้รุกรานจงใจผละออกเสียดื้อๆ เมื่อร่างเล็กๆ นั้นทำท่าเหมือนจะร้องขออยู่เป็นนัย ช่างบริสุทธิ์อะไรอย่างนี้ เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นราวกับเสียงกระซิบ ก่อนจะช้อนอุ้มร่างนั้น กลับมาที่เตียงดังเดิม

นี่ครับ เอ่ยขึ้นพลางยื่นกระดาษขาวใบเล็กให้ พออีกฝ่ายรับไปจากมือ ร่างสูงใหญ่ก็เดินกลับออกไปจากห้องทันที เหลือเพียงแต่แววตาอันไร้เดียงสา ที่มองตามจนร่างนั้นลับสายตาไป

จุนซู...เป็นอะไรรึเปล่าลูก มารดารีบเข้ามาโอบกอดปลอบขวัญ แต่เจ้าตัวกลับคลี่ยิ้ม พลางส่ายหน้าน้อยๆ

นัยน์ตาสีน้ำตาลจ้องมองของที่รับมาจากชายแปลกหน้าเหมือนคนไร้สติ ก่อนที่เสียงเล็กๆ จะอ่านข้อความที่อยู่กลางนามบัตรใบนั้น

ท่านเคาท์ยู... น้ำเสียงอันเลื่อนลอยเล็ดลอดออกมาจากกลีบปากอ่อนนุ่ม ไออุ่นจากจุมพิตเมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ไม่จาง

...ชื่อของท่าน...คือท่านเคาท์ยูเหรอ...

คำถามนั้นยังคงดังก้องอยู่ในใจ แล้วลองพลิกด้านหลังนามบัตร สิ่งที่อยู่บนพื้นกระดาษสีขาว ทำเอาร่างเล็กได้แต่เอียงคอมองอย่างฉงน รูปวาดของดอกไม้แปลกตา กับอักษรตัวเล็กๆ ที่เขียนอยู่ด้านล่างว่า
...Laurel...

ลอเรลงั้นเหรอ

...คืออะไรกันนะ...


++++++++